วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บทที่10 กฎหมายและความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต

   กฎหมายและความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต
         ใน โลกยุคปัจจุบัน คือ สังคมของสารสนเทศซึ่งสามารถสื่อสารข้อมูลข่าวสารได้อย่างอิสระโดยมีระบบ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการสื่อสารที่สามารถสื่อสารข้อมูลข่าว สารกันได้ทุกที่ เหมือนกับเส้นใยแมงมุมที่สามารถกระจายไปได้ทุกทิศทางทั่วโลก ทำให้ช่องทางในการสื่อสารมีหลากหลายรูปแบบ เมื่อมีจำนวนผู้ใช้ช่องทางการสื่อสารในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมากขึ้น จึงจำเป็นที่ต้องมีกฏหมายเข้ารองรับการใช้งาน
ความ ก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมีการพัฒนาแบบไม่หยุดยั้ง และต่อมานอกจากการพัฒนาระบบและอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ หรือการสื่อสารของระบบเครื่อข่ายอินเทอร์เน็ตแล้ว ยังสามารถดำเนินการด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นช่องทางการค้าในรูปแบบใหม่ของระบบการสื่อสารแบบไร้พรมแดน ทำให้สามารถซื้อขายสินค้ากันได้อย่างกว้างขวาง และไม่จำเป็นที่จะต้องหาทำเลในการตั้งกิจการก็สามารถทำธุรกิจบนระบบเครือ ข่ายอินเทอร์เน็ตได้   ดัง นั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีกฏหมายมารองรับในการดำเนินงานด้านธุรกรรมต่างๆ เพื่อความถูกต้อง และสร้างความเชื่อถือในการดำเนินงาน หรือการสื่อสารบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ
           ถึง แม้ว่าในปัจจุบันบางประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีกฎหมายควบคุมสื่ออินเทอร์เน็ต ก็ยังไม่สามารถควบคุมภัยล่อลวงต่าง ๆ จากสื่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างเด็ดขาดเต็มที่โดยเฉพาะควบ คุมดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบนสื่ออินเทอร์เน็ตนั้นก็ยังเป็นปัญหา โดยเฉพาะการเผยแพร่สื่อสารลามกหรือบ่อนการพนัน
ซึ่ง ปัญหาดังกล่าว นอกจากจะเกี่ยวข้องกับสิทธิส่วนบุคคลในการเข้าถึงข้อมูล การก้าวก่ายสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็ยสิทธิพื้นฐานของประชาชน ยังอาจจะขัดต่อกฏหมายรัฐธรรมนูญของประเทศอีกด้วย อีกทั้งลักษณะพิเศษของข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นเครือข่ายที่ลักษณะเป็นใยแมงมุม ซึ่งระบบกระจายความรับผิดชอบไม่มีศูนย์กลางของระบบ และเป็นเครื่อข่ายข้อมูลระดับโลกยากต่อกรควบคุม และเป็นสื่อที่ไม่มีตัวตน หรือแหล่งที่มาที่ชัดเจนทั้งผู้ส่งข้อมูล หรือผู้รับข้อมูลดัง นั้นกฏหมายที่จะมากำกับดูแล หรือควบคุมสื่ออินเทอร์เน็ต จะต้องเป็นกฏหมายลักษณะพิเศษเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่ความแตกต่างในระดับการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ในแต่ละประเทศยังเป็นปัญหาอุปสรรค ในการร่างกฏหมายดังกล่าวซึ่งปัจจุบันยังไม่ปรากฏผลเป็นกฏหมายยังคงอยู่ใน ระยะที่กำลังสร้างกฏเกณฑ์กติกาขึ้นมากำกับบริการอินเทอร์เน็ต
ประเทศไทยกับการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ
   กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยเริ่มวันที่ 15 ธันวาคม 2541 โดยคณะ กรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติเรียก (กทสช) ได้ทำการศึกษาและยกร่างกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ 6 ฉบับ ได้แก่        
1. กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Transactions Law) เพื่อ รับรองสถานะทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้เสมอด้วยกระดาษ อันเป็นการรองรับนิติสัมพันธ์ต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมอาจจะจัดทำขึ้นในรูปแบบของหนังสือให้เท่าเทียมกับนิติสัมพันธ์ รูปแบบใหม่ที่จัดทำขึ้นให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ รวมตลอดทั้งการลงลายมือชื่อในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และการรับฟังพยานหลักฐานที่อยู่ในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์  
2. กฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signatures Law)เพื่อรับรองการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยกระบวนการใด ๆ ทางเทคโนโลยีให้เสมอด้วยการลงลายมือชื่อธรรมดา อันส่งผลต่อความเชื่อมั่นมากขึ้นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดให้มีการกำกับดูแลการให้บริการ เกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ตลอดจนการให้ บริการอื่น ที่เกี่ยวข้องกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ 
 3. กฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน (National Information Infrastructure Law)เพื่อ ก่อให้เกิดการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ อันได้แก่ โครงข่ายโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ สารสนเทศทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศสำคัญอื่น ๆ อันเป็นปัจจัยพื้นฐาน สำคัญในการพัฒนาสังคม และชุมชนโดยอาศัยกลไกของรัฐ ซึ่งรองรับเจตนารมณ์สำคัญประการหนึ่งของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 ใน การกระจายสารสนเทศให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน และนับเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีศักยภาพในการปกครองตนเองพัฒนาเศรษฐกิจภายในชุมชน และนำไปสู่สังคมแห่งปัญญา และการเรียนรู้
  4. กฏหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Law)  เพื่อ ก่อให้เกิดการรับรองสิทธิและให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจถูกประมวลผล เปิดเผยหรือเผยแพร่ถึงบุคคลจำนวนมากได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วโดยอาศัย พัฒนาการทางเทคโนโลยี จนอาจก่อให้เกิดการนำข้อมูลนั้นไปใช้ในทางมิชอบอันเป็นการละเมิดต่อเจ้าของ ข้อมูล ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงการรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิขั้นพื้นฐานในความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร และความมั่นคงของรัฐ 
 5. กฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (Computer Crime Law)  เพื่อ กำหนดมาตรการทางอาญาในการลงโทษผู้กระทำผิดต่อระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ ระบบข้อมูล และระบบเครือข่าย  ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองการอยู่ร่วมกันของสังคม
 6. กฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Funds Transfer Law) เพื่อ กำหนดกลไกสำคัญทางกฎหมายในการรองรับระบบการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งที่เป็นการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ในรูปของเงินอิเล็กทรอนิกส์ก่อให้เกิดความ เชื่อมั่นต่อระบบการทำธุรกรรมทางการเงิน และการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มากยิ่งขึ้น

มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ได้จัดแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังต่อไปนี้

มาตรการด้านเทคโนโลยี

        การต่อต้านอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ในรูปแบบนี้ จะป้องกันได้โดยที่ผู้ใช้สามารถนำระบบเทคโนโลยีต่างๆ มาติดตั้งในการใช้งาน เช่น ระบบการตรวจจับการบุกกรุก (Intrusion Detection) หรือการติดตั้งกำแพงไฟ(Firewall) เพื่อ ป้องกันระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของตนให้มีความปลอดภัย ซึ่งนอกเหนือจากการติดตั้งเทคโนโลยีแล้วการตรวจสอบเพื่อประเมินความเสี่ยง เช่น การจัดให้มีระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงและการให้การรับรอง(Analysis Risk and Security Certification) รวม ทั้งวินัยของผู้ปฏิบัติงาน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ มิเช่นนั้นการติดตั้งเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้ในการป้องกันปัญหา ด้านอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

มาตรการด้านกฎหมาย

        มาตรการด้านกฎหมายเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้นำมาใช้ในการต่อต้านอาชญากรรม ทางคอมพิวเตอร์ โดยการบัญญัติหรือตรากฎหมายเพื่อกำหนดว่าการกระทำใดบ้างที่มีโทษทางอาญา ในปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
        1. กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นกฎหมายหนึ่งในหกฉบับที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของโครงการพัฒนากฎหมาย เทคโนโลยีสารสนเทศ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งมีสาระสำคัญ 2 ส่วนหลัก คือ

          1.1 การกำหนดฐานความผิดและบทลงโทษเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นอาชญากรรมทาง คอมพิวเตอร์ เช่น ความผิดเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่มี อำนาจ (Illegal Access) ความผิดฐานลักลอบดักข้อมูลคอมพิวเตอร์ (Illegal Interception) หรือความผิดฐานรบกวนข้อมูลคอมพิวเตอร์ และระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ (Interference Computer Data and Computer System) ความผิดฐานใช้อุปกรณ์ในทางมิชอบ (Misuse of Devices) เป็นต้น
         1.2  การ ให้อำนาจพิเศษแก่เจ้าพนักงานในการปราบปรามในการกระทำผิด นอกเหนือเพิ่มเติมไปจากอำนาจโดยทั่วไปที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่นๆ เช่น การให้อำนาจในการสั่งให้ถอดรหัสข้อมูลคอมพิวเตอร์ อำนาจในการเรียกดูจราจร (Traffic Data) หรืออำนาจค้นโดยไม่ต้องมีหมายค้นบางกรณี

        2. กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง นอก เหนือจากกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ปัจจุบันมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่ตราขึ้นใช้บังคับแล้ว และที่อยู่ระหว่างกระบวนการตรานิติบัญญัติที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการ ป้องกันหรือปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เช่น

         2.1 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 74 ซึ่ง กำหนดฐานความผิดเกี่ยวกับการดักรับไว้ หรือใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยข้อความข่าวสาร หรือข้อมูลอื่นใดที่มีการสื่อสารโทรคมนาคมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
         2.2 กฎหมายอื่นที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา โดยเป็นการกำหนดฐานความผิดเกี่ยวกับการปลอมหรือแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนกำหนดฐานความผิดเกี่ยวกับการใช้ มีไว้เพื่อใช้ นำเข้า หรือส่งออก การจำหน่ายซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมหรือแปลง และลงโทษบุคคลที่ทาการผลิตหรือมีเครื่องมือในการผลิตบัตรดังกล่าว และบทบัญญัติเกี่ยวกับการส่งสำเนาหมายอาญาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์    
                        
มาตรการด้านความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

        เป็นมาตรการสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะช่วยให้การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทาง คอมพิวเตอร์สัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติได้นั้นคือ มาตรการด้านความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งมิได้จำกักเพียงเฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นในด้านของผู้พัฒนาระบบ หรือผู้กำหนดนโยบายก็ตาม นอกเหนือจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ แล้วสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ความจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานด้านความปลอดภัยของเครือข่ายเพื่อรับมือกับ ปัญหาฉุกเฉินด้านความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ขึ้นโดยเฉพาะ และเป็นศูนย์กลางคอยให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ รวมทั้งให้คำปรึกษาถึงวิธีการ หรือแนวทางแก้ไข ซึ่งปัจจุบันศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติหรือเนคเทค ได้จัดศูนย์ประสานงานการรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (Thai Computer Emergency Response Team / Thai CERT) เพื่อ เป็นหน่วยงานให้ความช่วยเหลือและให้ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับการตรวจสอบและ รักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์แก่ผู้ที่สนใจทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเป็นหน่วยงานรับแจ้งเหตุการณ์ที่มีการละเมิดความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ เกิดขึ้น

มาตรการทางสังคม

        ในปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตไปในทางไม่ชอบหรือ ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ทั้งโดยการเผยแพร่เนื้อหาอันไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นสื่อลามกอนาจาร ข้อความหมิ่นประมาท การชักจูงล่อลวง หลอกลวงเด็กและเยาวชนไปในทางที่เสียหาย หรือพฤติกรรมอื่นอันเป็นภัยต่อสังคม โดยคาดว่าการกระทำ หรือพฤติกรรมดังกล่าวจะมีปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นตามสัดส่วนการใช้งานของผู้ ใช้อินเทอร์เน็ต อันส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนของชาติ ดังนั้น หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจึงได้เร่งรณรงค์ในการป้องกันปัญหาดังกล่าวร่วม กันเพื่อดูแลและปกป้องเด็กและเยาวชนจากผลกระทบดังกล่าว ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังต่อไปนี้

        1. มาตรการเร่งด่วนของคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ          
        คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ (กทสช.) ได้มีมติเห็นชอบต่อมาตรการเร่งด่วนเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการเผย แพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมทางอินเทอร์เน็ต เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2544 ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการด้านนโยบายอินเทอร์เน็ตสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนัก งานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยงานภายใต้การดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือตามลำดับ คือการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อประโยชน์ในการสืบสวน สอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐาน การสกัดกั้นการเผยแพร่เนื้อหาอันไม่เหมาะสม รวมทั้งการรับแจ้งเหตุเมื่อมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น เช่น
                1.1 การสื่อสารแห่งประเทศไทย และบริษัท ทศท.คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้กำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) และ ผู้ให้บริการโทรศัพท์ทุกราย ให้ความร่วมมือในการตั้งนาฬิกาของอุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์ให้บริการตรงกัน เพื่อบันทึกข้อมูลการบันทึกเข้าออกจากระบบ รวมทั้งการบันทึกและเก็บข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้ใช้บริการ (Log File for User Access) พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ต้นทาง (Caller ID) เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน                   
                1.2 ผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ต (ISP) กำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกรายระงับการเผยแพร่เนื้อหาอันมีข้อความ หรือภาพที่ไม่เหมาะสม และสกัดกั้นมิให้ผู้ใช้เข้าถึงแหล่งข้อมูลที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม
                1.3 สำนักงานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ ให้สำนักงานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายเทคนิคและฝ่ายกฎหมายในการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุบนอินเทอร์เน็ต (Hot Line) เมื่อ พบเห็นการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมทางอินเทอร์เน็ตรวมทั้งสอดส่องดูแลการ ให้บริการของร้านบริการอินเทอร์เน็ตคาเฟ่มิให้เป็นไปในทางที่ไม่ชอบ

        2. มาตรการระยะยาวของคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ
        สืบเนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์เครือข่าย และการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารทางอินเทอร์เน็ต เป็นปัญหาซึ่งมาตรการทางกฎหมายในปัจจุบันยังไม่เพียงพอคณะรัฐมนตรีจึงได้มอบ หมายให้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ทำหน้าที่เลขานุการในการยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เพื่อกำหนดฐานความผิด ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกล่าวคือ ร่างกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เพื่อบรรเทาปัญหาสังคมและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นในระยะยาว

        3. การดำเนินการของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  
                3.1 การจัดทำฐานข้อมูลรวบรวมเว็บไซต์ หรือพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตในทางไม่เหมาะสม เพื่อประโยชน์ในการศึกษา ติดตาม และเฝ้าระวังพฤติกรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต หรือการเผยแพร่เนื้อหาทางอินเทอร์เน็ตในทางไม่เหมาะสม
                3.2 รายงานผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยประจำปี นับเนื่องมาตั้งแต่ปี 2543 โดยเป็นการสำรวจการใช้แบบทั่วไปรวมถึงการเผยแพร่เนื้อหาอันไม่เหมาะสม
                3.3 การรณรงค์การท่องอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและได้ประโยชน์ ด้วยการให้ความรู้แก่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างถูกต้อง การปลูกฝังคุณธรรม จรรยาบรรณ หรือจริยธรรม นับเป็นมาตรการที่ดีที่สุดในการปกป้องเด็ก เยาวชน และสังคม จากการใช้อินเทอร์เน็ตโดยไม่เหมาะสม หรือฝ่าฝืนต่อบรรทัดฐานและครรลองที่ดีงามของสังคม หรือฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย เช่น การจัดทำหนังสือท่องอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและได้ประโยชน์ เป็นต้น 
                3.4 โครงการ Training for The Trainers สืบ เนื่องจากการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับปัญหาการก่ออาชญากรรมทาง คอมพิวเตอร์ หรือการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งคุกคามความสงบสุขของสังคมไทย ทำให้มีความจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมของบุคลากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขา นิติศาสตร์ ให้เตรียมรับมือกับปัญหาดังกล่าว และเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการใช้บังคับกฎหมาย การทำความเข้าใจศาสตร์ด้านวิทยากรทางคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบกับกฎหมายที่ตราขึ้นรองรับปัญหาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ ทางเทคนิค และกฎหมายเฉพาะด้าน ดังนั้น โครงการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีแห่งชาติ จึงได้พัฒนาโครงการ Training for The Trainers ขึ้น โดยจักอบรมความรู้ทั้งด้านเทคนิค นโยบาย และกฎหมายให้แก่บุคลากรขององคากรต่างๆ เช่น สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สภาทนายความ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
                3.5 การ รณรงค์และสำรวจเกี่ยวกับการเผยแพร่สื่อลามออนาจารโดยหน่วยงานอื่น เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตอย่างถูกต้อง รวมทั้งการสำรวจการเผยแพร่สื่ออันไม่เหมาะสม ที่มีผลกระทบต่อเด็ก เยาวชน และสังคม


 โปรแกรมรหัสลับ (Encryption software)

        โปรแกรมนี้จะล็อกแฟ้มข้อมูลหรือข้อความไว้ เพื่อให้เปิดได้เฉพาะในหมู่ผู้ใช้ที่มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชนิดเดียวกัน หรือมี “รหัสผ่าน” หรือ “Password” ที่ ใช้เปิดแฟ้มนี้ อาจเป็นชุดตัวเลขที่ตั้งขึ้นมาแบบสุ่ม โปรแกรมชนิดนี้โดยทั่วไปนิยมใช้กันในเครื่องมืออุปปกรณ์อิเล็กทีรอนิกส์ ต่างๆ เช่น ที่เปิดประตูอัตโนมัติ เครื่องกดเงินด่วน(ATM) เป็นต้น
        หลายประเทศต้องการควบคุมเนื้อหา หรือข้อมูลที่เก็บไว้ในโปรแกรมเหล่านี้ จึงมีความพยายามที่จะควบคุม เช่น มีข้อกำหนดให้ผู้สร้าง หรือผู้ใช้ซอร์ฟแวร์แปลงรหัสต้องยื่นเรื่องกับรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ผู้รักษากฎหมายสามารถเข้าไปอ่านแฟ้มเหล่านี้ได้ มีผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางเหล่านี้ เห็นด้วยที่รัฐบาลควรเข้ามามีบทบาทควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ต แต่มีผู้คัดค้านจำนวนมากที่กลัวว่าจะมีการใช้ระบบนี้ไปในทางที่ผิด โดยชี้ให้เห็นว่า อาจเกิดผิดพลาดทางเทคนิคและทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีใช้ประโยชน์ในทางที่ผิดจาก ระบบนี้ เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลจีนได้กำหนด ให้มีการลงทะเบียน “รหัสผ่าน” ของโปรแกรมแปลงรหัสกับรัฐบาลเรียนร้อยแล้ว

โปรแกรมแปลงภาพและแต่งภาพ

        เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ก่อให้เกิดสื่อด้านลามกขึ้นมากมายเพราะมี โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในการตกแต่งภาพและแปลงภาพในรูปแบบต่างๆ เช่น โปรแกรม Photoshop, Illustrator หรือ Photo Editor ซึ่ง โปรกรมคอมพิวเตอร์เหล่านี้ เมื่อนำไปใช้ในทางที่ถูกต้องก็จะทำให้เกิดภาพที่สวยงาม หรือเป็นการสร้างภาพงานศิลปะ เช่น การปรับแต่งรูปภาพนางแบบสำหรับนิตยสารเพื่อช่วยให้ได้ภาพที่สวยงาม ในส่วนใดที่มีข้อบกพร่องก็สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในการแต่งเติมรูป ภาพได้ แต่ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นระบบที่เปิดกว้างในการใช้งานกับบุคคลทุก คน ซึ่งจะมีทุกกลุ่มบุคคลและทุกประเภทที่สามารถเข้ามาใช้งานโดยมีบางคนขาด คุณธรรม จริยธรรมในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งได้นำภาพที่ไม่เหมาะสมของกลุ่มคนที่มีชื่อเสียง เช่น ดารา นักร้อง หรือนำภาพของบุคคลเหล่านั้นไปใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการตกแต่งภาพ ซึ่งเป็นภาพที่บิดเบือนจากความเป็นจริง โดยส่วนมากจะเป็นภาพที่ส่อให้เกิดภาพอนาจาร แล้วนำไปเผยแพร่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่บุคคลนั้น นับว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ในอดีตจะไม่มากรคุ้มครอง ซึ่งบุคคลที่กระทำการแปลงภาพเหล่านี้จะไม่ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย แต่ในปัจจุบันได้มีการออกกฎหมายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นมาเพื่อดำเนินคดี สำหรับผู้กระทำการปลอมแปลงภาพ โดยจะถือว่าผู้ใดที่ทำการปลอมแปลงภาพซึ่งบิดเบือนจากความเป็นจริง ถือว่ากระทำการที่ผิดกฎหมาย


ภัยร้ายบนอินเทอร์เน็ต

ปัจจุบันนี้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ทั้งบุคคลทั่วไปและในองค์กรต่างยอมรับว่า ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญและจำเป็นในชีวิตประจำวัน และดำเนินธุรกิจ  ปัญหาซ้ำซากที่กลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตประสบพบเจอกันเป็นประจำในระหว่างการใช้งานคงหนีไม่พ้นมหกรรมภัยร้ายต่างๆ ที่มุ่งเข้าถล่มเครื่องคอมพิวเตอร์ เริ่มตั้งแต่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์อืดลง เข้าเว็บไซต์ที่ต้องการไม่ได้ ถูกโจรกรรมข้อมูลไปจนถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ถูกทำลาย
               ทางเนคเทคได้ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ ภัยคุกคามบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทวีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น โดยข้อมูลจากรายงานผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า ปัญหาเกี่ยวกับภัยคุกคามโดยเฉพาะไวรัสเป็นปัญหาสำคัญที่สุด รองลงมาจึงเป็นปัญหาความล่าช้าในการติดต่อและสื่อสาร
ทุกวินาทีภัยคุกคามบนเครือข่ายมีมากมายสังเกตได้จากสถิติของหลายสำนัก เช่น ศูนย์ประสานงานการรักษาความปลอด ภัยคอมพิวเตอร์ประเทศไทย หรือ ThaiCERT และบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสที่ได้วิเคราะห์แนวโน้มภัยคุกคามต่างๆ ออกมาใกล้เคียงกัน นั่นคือ จากนี้ไปผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจะพบกับรูปแบบการโจมตีที่หลากหลายด้วยการใช้กลอุบายหลอก ลวงต่างๆ เพื่อหวังผลที่ได้แตกต่างกัน
               ส่วนวิธีรักษาความปลอดภัยบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้มีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ แนะนำว่า ในเบื้องต้นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและผู้ดูแลระบบเครือข่ายต้องทำความเข้าใจและวิเคราะห์ปัญหาภัยคุกคามต่างๆ เพื่อจะได้วางแผนป้องกันได้ตรงกับปัญหาอัน จะนำมาสู่ความปลอดภัย และทำให้เครือข่ายมีความเสถียรเพิ่มมากขึ้น

อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

        เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ก่อให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน และเป็นการเปิดโลกกว้างในการสื่อสารของโลกยุคปัจจุบันจนเป็นที่ยอมรับการ อย่างแพร่หลาย แต่อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเหล่านี้จะมีทั้งจุดเด่น และจุดด้อย  ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกมาก มายบนโลกของการสื่อสาร หรือแม้แต่ก่อให้เกิดอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่นับว่ายิ่งมีความรุนแรงและหลากหลายรูปแบบเพิ่มมากขึ้น ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะเป็นแหล่งสำคัญที่จะถูกโจมตีได้ง่าย และมีปัญหามากที่สุด คือไวรัสคอมพิวเตอร์ ซึ่งส่วนมากถูกเผยแพร่มาจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เราใช้กันอยู่ใน ปัจจุบัน เช่น การแนบไฟล์ไวรัสมากับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) เป็นต้น นับเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหน่วยงานทุกหน่วยงาน ที่นำระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาใช้งาน ดังนั้น ทุกหน่วยงานจะต้องตระหนักในปัญหานี้ และต้องหาทางป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ จึงควรจะมีผู้ที่เชี่ยวชาญด้านรักษาความปลอดภัย พร้อมกันนี้จะต้องมีซอฟต์แวร์ และฮาร์ดที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการถูกโจมตีจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีทั้ง หลายนั้น เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลและโจมตีที่พบบ่อยๆ ได้แก่

        1. Hacker คือ ผู้ที่มีความสนใจด้านคอมพิวเตอร์ที่ลึกลงไปในส่วนของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ โดยส่วนมาก Hacker จะเป็นโรแกรมเมอร์ ดังนั้น Hacker จึงได้รับความรู้ขั้นสูงเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ และภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Language ) พวกเขาจะค้นหาจุดอ่อนของระบบ โดยจะเป็นประเภทกลุ่มบุคคลที่ชอบค้นคว้า อยากรู้อยากเห็น อยากทดลอง โดย Hacker จะไม่มีเจตนาร้ายในการทำลายข้อมูล

        2. Cracker คือ บุคคลที่บุกรุกเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นเพื่อทำลายข้อมูลที่สำคัญ ทำให้เกิดปัญหาในระบบคอมพิวเตอร์ของกล่มเป้าหมาย
Phoneker คือ กลุ่มบุคคลที่จัดอยู่ในพวก  Cracker โดยมีลักษณะของการกระทำไปทางด้านโทรศัพท์ และการติดต่อสื่อสารผ่านตัวกลางต่างๆ  เพียงอย่างเดียว โดยมีวัตถุเพื่อต้องการใช้โทรศัพท์ฟรี หรือแอบดักฟังโทรศัพท์เหล่านั้น
Buffer Overflow เป็น รูปแบบการโจมตีที่ง่ายที่สุด แต่ทำอันตรายกับระบบได้มากที่สุด โดยอาชญากรจะใช้จุดอ่อนของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ และขีดจำกัดของทรัพยากรระบบมาใช้ในการจู่โจม เมื่อมากรส่งคำสั่งให้เครื่องแม่ข่าย(Server) เป็น ปริมาณมากๆ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้เครื่องไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ หน่วยความจำไม่เพียงพอ จนกระทั้งเกิดการแฮงค์ของระบบ

        3. Phoneker กลุ่มบุคคลที่จัดอยู่ในพวก Cracker โดย มีลักษณะของการกระทำไปทางโทรศัพท์ และการติดต่อสื่อสารผ่านตัวกลางต่างๆ เพียงอย่างเดียว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการใช้โทรศัพท์ฟรี หรือ แอบดักฟังโทรศัพท์เท่านั้น

        4. Buffer Overflow เป็น รูปแบบการโจมตีที่ง่ายที่สุด แต่ทำอันตรายให้กับระบบได้มากที่สุด โดยอาชญากรจะอาศัยจุดอ่อนของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ และขีดจำกัดของทรัพยากรระบบมาใช้ในการจู่โจม เมื่อมีการส่งคำสั่งให้เครื่องแม่ข่าย (Server) เป็นปริมาณมากๆ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้เครื่องไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ หน่วยความจำไม่เพียงพอ จนกระทั่งเกิดการแฮงค์ของระบบ

        5. Backdoors หรือ ประตูด้านหลัง โดยปกตินักพัฒนาระบบมักจะสร้าง Backdoors เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่ถูกโจมตีได้ ถ้าอาชญากรรู้ก็สามารถใช้ประโยชน์จาก Backdoors เปิดเข้าไปโจมตีระบบได้

        6. CGI Script ภาษาคอมพิวเตอร์ที่นิยมมากนาการพัฒนาเว็บไซต์ ก็มักเป็นช่องโหว่ที่รุนแรงอีกทางหนึ่งได้เช่นกัน

        7. Hidden HTML การสร้างฟอร์มด้วยภาษา HTML และสร้างฟิลด์เก็บรหัสแบบ 
Hidden จะเป็นช่องทางที่อำนวยความสะดวกให้กับอาชญากรได้เป็นอย่างดี โดยการเปิดดูรหัสคำสั่ง (Source Code) ก็สามารถตรวจสอบและทำการใช้งานได้ทันที

        8. Falling to Update การประกาศจุดอ่อนของซอฟต์แวร์ เพื่อให้ผู้ใช้นำไปปรับปรุงเป็นทางหนึ่งที่อาชญากรนำไปจู่โจมระบบที่ใช้ซอฟต์แวร์นั้นได้เช่นกัน

        9. Illegal Browsing ธุรก รรมทางอินเทอร์เน็ตต้องส่งค่าต่างๆ ผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์แม้กระทั้งรหัสผ่านต่างๆ ซึ่งเว็บเบราว์เซอร์บางรุ่นจะไม่มีความสามารถนากรเข้ารหัส หรือป้องกันการเรียกดูข้อมูล นี่ก็คือจุกอ่อนธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์เช่นกัน

        10. Malicious Scrips การ เขียนโปรแกรมในเว็บไซต์ แล้วผู้ใช้เรียกเว็บไซต์ดูบนเครื่องของตน อาชญากรจะเขียนโปรแกรมแฝงในเอกสารเว็บ เมื่อถูกเรียกโปรแกรมนั้นจะถูกดึงไปประมวลผลในเครื่องฝั่งไคลเอนท์ และทำงานตามที่กำหนดไว้อย่างง่ายดาย โดยเราเองมารู้ว่าได้เป็นผู้สั่งให้เครื่องทำการประมวลผลโปรแกรมนั้นด้วยตน เอง

        11. Poison Cookies หรือ ขนมหวานอิเล็กทรอนิกส์ ที่เก็บข้อมูลต่างๆ ตามแต่จะกำหนดจะถูกเรียกทำงานทันทีเมื่อมีการเรียกดูเว็บไซต์ที่บรรจุคุกกี้ ชิ้นนี้ และจะทำการเขียนโปรแกรมแฝงอีกชิ้นให้ส่งคุกกี้ที่บันทึกข้อมูลต่างๆ ของผู้ใช้ส่งกลับไปยังอาชญากร

        12. ไวรัสคอมพิวเตอร์ คือ โปรแกรมที่มีความสามารถในการแก้ไขดัดแปลงโปรแกรมอื่นเพื่อที่จะทำให้โปรแกรม นั้นๆ สามารถเป็นที่อยู่ของมันได้ และสามารถให้มันทำงานได้ต่อไปเรื่อยๆ เมื่อมีการเรียกใช้โปรแกรมที่ติดเชื้อไวรัสนั้น

        13. บุคลากรในหน่วยงาน ที่ลาออกหรือถูกไล่ออกจากงานไปแล้ว แต่เป็นบุคคลที่มีรหัสผ่านในการเข้าถึงข้อมูลหน่วยงาน ก็จะเป็นปัญหาของอาชญากรรมได้เช่นกัน
จากรายงายผลสำรวจอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์และความปลอดภัยของสถาบันด้านความปลอดภัยและสำนักสืบสวนสอบสวนกลาง (CIS/FBI) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวบรวมจากการสอบถามองค์การทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน สถาบันยา องค์กรธุรกิจ และมหาวิทยาลัย รวมทั้งสิน 495 แห่ง

อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ  10 อันดับ ได้แก่
        1. การทำให้ระบบไม่สามารถให้บริการได้
        2. การขโมยข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นความลับต่างๆ เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต เป็นต้น
        3. การโจมตีระบบจากคนภายในองค์กร
        4. การโจมตีระบบเครือข่ายไร้สาย
        5. การฉ้อโกงเงิน โดยใช้คอมพิวเตอร์แอบโอนเงินจากบัญชีผู้อื่นเข้าบัญชีตนเอง
        6. การถูกขโมยคอมพิวเตอร์
        7. การเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต
        8. การฉ้อโกงด้านโทรคมนาคม
        9. การใช้เว็บแอพพลิเคชั่นด้านสาธารณะในทางที่ผิด โดยใช้คอมพิวเตอร์แพร่ภาพเสียง ลามก อนาจาร และข้อมูลไม่เหมาะสม
        10. การเปลี่ยนโฉมเว็บไซต์ โดยไม่ได้รับอนุญาต

        จากหลากหลายรูปแบบของการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้หน่วยงานต่างๆ ให้ความสำคัญกับระบบรักษาความปลอดภัยของระบบข้อมูล และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยจะลงทุนด้านเทคโนโลยี ด้านการใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส การสร้างและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยจะลงทุนด้านเทคโนโลยี ด้านการใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส การสร้างไฟร์วอล หรือกำแพงไฟ การจัดทำลายผู้เข้ามาใช้เครือข่าย รวมถึงการเข้ารหัสข้อมูล เป็นต้น

บัญญัติ 10 ประการ ด้านความปลอดภัยของอินเทอร์เน็ต

        1. ตั้งรหัสผ่านที่ยากแก่การเดา
        2. เปลี่ยนรหัสสม่ำเสมอ เช่น ทุก 3 เดือน
        3.ปรับปรุงโปรแกรมป้องกันไวรัสตลอดเวลา
        4. ให้ความรู้แก่บุคลากรในเรื่องความปลอดภัยในการรับไฟล์ หรือการดาวน์โหลดไฟล์จาก   
        อินเทอร์เน็ต เช่น อีเมล์ เว็บไซต์
        5. ติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับเครือข่ายอย่างสมบูรณ์
        6. ประเมินสถานการณ์ของความปลอดภัยในเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ
        7. ลบรหัสผ่าน และบัญชีการใช้ของพนักงานที่ออกจากหน่วยงานทันที
        8. วางระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับการเข้าถึงระบบของพนักงานจากภายนอก
        หน่วยงาน
        9. ปรับปรุงซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ
        10. ไม่ใช้การบริการบางตัวบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างไม่จำเป็น เช่น การดาวน์โหลด        
        โปรแกรมเกม เพราะไวรัสคอมพิวเตอร์มักจะถูกแฝงมากับโปรแกรมต่างๆ ได้
    

วิธีการประกอบอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

        1. Data Diddling คือ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือระหว่างที่กำลังบันทึกข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวนี้สามารถกระทำโดยบุคคลที่สามารถเข้าถึงตัว ข้อมูลได้ 

        2. Trojan Horse คือ กรเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่แฝงไว้ในโปรแกรมที่มีประโยชน์เมื่อถึงเวลา โปรแกรมที่ไม่ดีจะปรากฏตัวขึ้นเพื่อปฏิบัติการทำลายข้อมูล วิธีนี้มักใช้กับการฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์ หรือการทำลายข้อมูล

        3. Salami Techniques คือ วิธีการปัดเศษจำนวนเงิน เช่น ทศนิยมตัวที่ สาม หรือปัดเศษทิ้งให้เหลือแต่จำนวนเงินที่สามารถจ่ายได้ แล้วนำเศษทศนิยมที่ปัดทิ้งมาใส่ในบุญชีของตนเองหรือของผู้อื่น ซึ่งจะทำให้ผลรวมในบัญชียังคงสมดุล (Balance) และจะ ไม่มีปัญหากับระบบควบคุมเนื่องจากไม่มีการนำเงินออกจากระบบบัญชี นอกจากใช้กับการปัดเศษเงินแล้ววิธีนี้อาจใช้กับระบบการตรวจนับของในคลัง สินค้า

       4. Superzapping มาจากคำว่า “Superzap” เป็นโปรแกรม “Marcro Utility” ที่ใช้กับศูนย์คอมพิวเตอร์ของบริษัท IBM เพื่อใช้เป็นเครื่องมือของระบบ (System Tool) ทำ ให้สามารถเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ได้ในกรณีฉุกเฉิน เสมือนเป็นกุญแจผีที่จะนำมาใช้เมื่อกุญแจดอกอื่นหายหรือมีปัญหา โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utility Program) อย่างเช่นโปรแกรม Superzap จะมีความเสี่ยงมากหากตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี

       5. Trap Doors เป็นการเขียนโปรแกรมที่เลียนแบบคล้ายหน้าจอปกติของระบบคอมพิวเตอร์เพื่อลวงผู้ที่มาใช้คอมพิวเตอร์ ทำให้ทราบถึงรหัสประจำตัว (ID Number) หรือรหัสผ่าน (Password) โดยโปรแกรมนี้จะเก็บข้อมูลที่ต้องการไว้ในไฟล์ลับ

       6. Logic Bombs เป็น การเขียนโปรแกรมคำสั่งอย่างมีเงื่อนไขไว้ โดยโปรแกรมจะเริ่มทำงานต่อเมื่อมีสภาวะ หรือสภาพการณ์ตามที่ผู้สร้างโปรแกรมกำหนด สามารถใช้ติดตามดูความเคลื่อนไหวของระบบบัญชี ระบบเงินเดือนแล้วทำการเปลี่ยนแปลงตัวเลขดังกล่าว

       7. Asynchronus Attack เนื่องจากการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์เป็นการทำงาน Asynchronus คือ สามารถทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกัน โดยการประมวลผลข้อมูลเหล่านั้นจะเสร็จไม่พร้อมกัน ผู้ใช้งานจะทราบว่างานที่ประมวลผลเสร็จหรือไม่ก็ต่อเมื่อเรียกงานนั้นมาดู ระบบดังกล่าวก่อให้เกิดจุดอ่อน ผู้กระทำความผิดจะฉวยโอกาสในระหว่างที่เครื่องกำลังทำงานเข้าไปแก้ไขเปลี่ยน แปลง หรือกระทำการอื่นใดโดยที่ผู้ใช้ไม่ทราบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น

      8. Scavenging คือ วิธีการที่จะได้ข้อมูลที่ทิ้งไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ หรือบริเวณใกล้เคียงหลังจากเสร็จการใช้งานแล้ว วิธีที่ง่ายที่สุด คือค้นหาตามถังขยะที่อาจมีข้อมูลสำคัญไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ หรือรหัสผ่านหลงเหลืออยู่ หรืหออาจใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนทำการหาข้อมูลที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อผู้ใช้เลิกใช้งานแล้ว

      9. Data Leakage คือ การทำให้ข้อมูลรั่วไหลออกไป อาจโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เช่น การแผ่รังสีของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในขณะที่ทำงานคนร้ายอาจตั้งเครื่องดักสัญญาณไว้ใกล้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อรับข้อมูลตามที่ตนเองต้องการ

      10. Piggybacking วิธีดังกล่าวสามารถทำได้ทั้งทางกายภาพ (Physical) การ ที่คนร้ายจะลักลอบเข้าไปในประตูที่มีระบบรักษาความปลอดภัย คนร้ายจะรอให้บุคคลที่มีอำนาจ หรือ ได้รับอนุญาตมาใช้ประตูดังกล่าว เมื่อประตูเปิดและบุคคลคนนั้นได้เข้าไปแล้ว คนร้ายก็ฉวยโอกาสตอนที่ประตูยังไม่ปิดสนิทแอบเข้าไปได้ ในทางอิเล็กทรอนิกส์ก็เช่นกัน อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ใช้สายสื่อสารเดียวกันกับผู้ที่มีอำนาจใช้ หรือได้รับอนุญาต เช่น ใช้สายเคเบิล หรือโมเด็มเดียวกัน

      11. Impersonation คือ การที่คนร้ายแกล้งปลอมเป็นผู้อื่นที่มีอำนาจ หรือได้รับอนุญาต เช่น เมื่อคนร้ายขโมยบัตรเอทีเอ็มของเหยื่อได้ก็จะโทรศัพท์และแกล้งทำเป็นเจ้า พนักงานของธนาคารและแจ้งให้เหยื่อทราบว่ากำลังหาวิธีป้องกันมิให้เงินใน บัญชีของเหยื่อสูญหายจึงบอกให้เหยื่อเปลี่ยนรหัสประจำตัว (Personal Identification Number: PIN) โดยให้เหยื่อบอกรหัสเดิมก่อน คนร้ายจึงทราบหมายเลขรหัส และได้เงินของเหยื่อไป

     12. Wiretapping เป็น การลักลอบดักฟังสัญญาณการสื่อสารโดยเจตนาที่จะได้รับประโยชน์จากการเข้าถึง ข้อมูลผ่านเครือข่ายการสื่อสาร หรือที่เรียกว่าโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ โดยการกระทำความผิดดังกล่าวกำลังเป็นที่หวาดวิตกกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่าง มาก

      13. Simulation and Modeling ใน ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนการควบคุมและติดตามความ เคลื่อนไหวในการประกอบอาชญากรรม และกระบวนการดังกล่าวก็สามารถใช้โดยอาชญากร ในการสร้างแบบจำลองในการวางแผนเพื่อประกอบอาชญากรรมได้เช่นกัน เช่น ในกิจการประกันภัยมีการสร้างแบบจำลองในการปฏิบัติการ หรือช่วยในการตัดสินใจในการทำกรมธรรม์ประกันภัย โปรแกรมสามารถทำกรมธรรม์ประกันภัยปลอมขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้บริษัทประกันภัยล้มละลาย เมื่อถูกเรียกร้องให้ต้องจ่ายเงินให้กับกรมธรรม์ที่ขาดต่ออายุ หรือกรมธรรม์ทีที่มีการจ่ายเงินเพียงการบันทึก (จำลอง) แต่ไม่ได้รับเบี้ยประกันจริง หรือต้องเงินให้กับกรมธรรม์ที่เชื่อว่ายังไม่ขาดอายุความ

ประเภทของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

สามารถแบ่งประเภทของอาชญากรทางคอมพิวเตอร์ได้ 5 ประเภท คือ
        1. พวกมือใหม่หรือมือสมัครเล่น อยากทดลองความรู้ และส่วนใหญ่จะมิใช่ผู้ที่เป็น อาชญากรโดยนิสัย มิได้ดำรงชีพโดยการกระทำผิด
        2. นักเจาะข้อมูล (Hacker) ผู้ที่ชอบเจาะจงเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น พยายามหาความท้าทายทางเทคโนโลยีเข้าไปในเครือข่ายของผู้อื่นโดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์
        3. อาชญากรในรูปแบบเดิมที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ เช่น พวกลักเล็กขโมยน้อยที่พยายามขโมยบัตรATM ของผู้อื่น
        4. อาชญากรมืออาชีพ คนพวกนี้จะดำรงชีพจากการกระทำผิด เช่น พวกที่มักจะใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีฉ้อโกงสถาบันการเงิน หรือการจารกรรมข้อมูลไปขาย เป็นต้น
        5. พวกหัวรุนแรงคลั่งอุดมการณ์หรือลัทธิ มักก่ออาชญากรทางคอมพิวเตอร์เพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา หรือสิทธิมนุษยชน เป็นต้น

        ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์นั้นคงจะมิใช่มีผลกระทบ เพียงแต่ความมั่นคงของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบไปถึงเรื่องความมั่นคงของประเทศชาติเป็นการส่วนรวม ทั้งความมั่นคงภายในประเทศและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับข่าวกรอง หรือการจารกรรมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากเดิม เช่น

        1. ในปัจจุบันความมั่นคงของรัฐนั้นมิใช่จะอยู่ในวงทหารเพียงเท่านั้น บุคคลธรรมดาก็
สามารถป้องกัน หรือทำลายความมั่นคงของประเทศได้
        2. ในปัจจุบันการป้องกันประเทศอาจไม่ได้อยู่ในพรมแดนอีกต่อไปแล้ว แต่อยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้มีการคุกคาม หรือทำลายโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ
        3. การทำจารกรรมในสมัยนี้มักจะใช้วิธีการทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเกี่ยวกับเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์

บทที่9 การสนทนาออนไลน์

รูปแบบการสนทนาออนไลน์

การสนทนาออนไลน์ (online chatting)
     การสนทนาออนไลน์ หรือ Internet Relay Chat (IRC) หมายถึง โปรแกรมที่ถูกสร้างมาเพื่อการสนทนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยการพิมพ์ข้อความผ่านคีย์บอร์ดขึ้นสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งจะมีชื่อของ ผู้เล่นและข้อความแสดงขึ้นในหน้าต่างภายในจอคอมพิวเตอร์ของโปรแกรมสนทนา ให้คนอื่น ๆ ที่ร่วมสนทนาในห้องสนทนา (chat room) นั้น ๆ ได้เห็นว่า ผู้เล่นสนทนาคนอื่น ๆ สามารถเข้าสนทนาได้ (อิสริยา ตัณฑะพานิชกุล และธิติมา ทองทับ, 2550)

     บริการสนทนาออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต เป็นการสื่อสารผ่านข้อความ เสียง และรูปภาพจาก Webcam โดยมีการโต้ตอบกันอย่างทันทีทันใด (real-time) มีลักษณะเดียวกันกับการสนทนาโดยโทรศัพท์ ต่างกันตรงที่ผู้สนทนาจะสื่อสารผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ในขณะเดียวกันก็สามารถส่งข้อความ ภาพ และเสียงให้กันโดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูล (อิสริยา ตัณฑะพานิชกุล และธิติมา ทองทับ, 2550)

     การสนทนาออนไลน์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าจะใช้งาน ข้อดีที่คือการได้รู้จักผู้คนมากขึ้น ได้แนวความคิดหลากหลาย มองโลกได้กว้างขึ้นโดยที่เป็นการลดช่องว่างด้านเวลา และสถานที่ ทำให้ได้รับรู้ประสบการณ์ของผู้อื่นพร้อมกับเผยแพร่ประสบการณ์ของตัวเองที่ เป็นประโยชน์ เผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์  ส่วนข้อเสียเป็นอาการติดสนทนาออนไลน์ไม่สนใจกิจกรรมอื่นนอกจากสนทนาออนไลน์ (โปรแกรมสนทนาออนไลน์, 2551)

     รูปแบบการสนทนาออนไลน์ ในปัจจุบันมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มสีสันการสนทนามากมาย ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความแตกต่าง ความน่าสนใจ ทำให้เข้ามาสนทนาพูดคุย สามารถแบ่งรูปแบบการสนทนาออนไลน์อย่างกว้าง ๆ ได้เป็น 3 รูปแบบด้วยกัน คือ Web Chat, Web Board และโปรแกรมสนทนาออนไลน์ Web Chat เป็นการสนทนาโดยผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง ซึ่งจะทำให้เกิดกลุ่มสนทนาแล้วทุกคนที่ติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์นั้นสามารถได้ รับข้อความนั้นได้พร้อม ๆ กัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าห้องสนทนา (chat room) เป็นการเข้าไปคุยกันในเว็บที่จัดให้บริการ เป็นการคุยตอบโต้ระหว่างกันผ่านเซิร์ฟเวอร์ โดยใช้บราวเซอร์ปกติ รูปแบบ และบรรยากาศของห้องคุยก็จะขึ้นอยู่กับผู้สร้างสรรค์เว็บบริการนั้น ๆ ว่าให้ความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด ซึ่งแต่ละห้องจะมีคนพูดคุยพร้อม ๆ กันหลายคน

     วิธีการสนทนาแบบนี้เทคนิคสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่นอาศัยโปรแกรมบนแต่ละเครื่องของผู้ใช้ เช่น PIRCH คือ โปรแกรมสนทนาออนไลน์ ที่ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็สามารถเข้าใช้งานได้ แค่เพียงกรอก Nickname เพื่อเป็น Account (บัญชีสิทธิหรือ เวลาในการใช้งานโปรแกรม) เพื่อเข้าสู่ห้องสนทนาของโปรแกรม (ญาณพล ยั่งยืน และศรีดา ตันทะอธิพานิช, 2546)  mIRC คือ โปรแกรมสนทนาออนไลน์ รุ่นเก่าสมัยวินโดว์เวอร์ชั่น 3.11 การสนทนาจะต้องติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์กลางที่มักทำงานในระบบ IRC (Internet Relay Chat) ซึ่งเป็นมาตรฐานของอินเทอร์เน็ตมาแต่เดิม หรือบางแบบก็ใช้การทำงานผ่านเซิร์ฟเวอร์มาทำให้เกิด Chat Room บนเว็บเพ็จของผู้ที่เข้าไปใช้บริการ โดยไม่ได้มีการใช้โปรแกรมอยู่บนเครื่องของผู้เล่น เรียกว่า เป็น Web Chat

     การสนทนาโดยตรงระหว่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต วิธีนี้ขณะสนทนาจะไม่ต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์ (แต่ตอนเริ่มต้นจะต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์) เป็นการรับส่งสารแบบทันทีทันใดหรือ Instant Messaging ตัวอย่างเช่น โปรแกรม ICQ, Yahoo Messenger, MSN Messenger  ซึ่งรูปแบบนี้โปรแกรมจะออกมาเพื่อใช้งานเฉพาะ มีลูกเล่นที่อำนวยความสะดวก เพิ่มสีสัน เป็นกันเองในการสนทนาแบบเป็นส่วนตัว ข้อดีของการสนทนาแบบนี้ คือ ไม่ต้องพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์ตลอดเวลา ถึงจะมีผู้ใช้พร้อม ๆ กันเป็นจำนวนมาก เครื่องก็จะไม่ช้า

     การสนทนากันโดยใช้โปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการคุยโดย เฉพาะ เป็นการสนทนาที่มีเซิร์ฟเวอร์บอกตำแหน่งให้โปรแกรมของผู้สนทนาสามารถติดต่อ สื่อสารถึงกันได้ ตัวอย่างโปรแกรมก็เช่น PIRCH, mIRC, ICQ, MSN เป็นต้น (ณาตยา ฉาบนาค, 2547)

     ลักษณะการทำงานของโปรแกรมประเภทนี้ จะเริ่มใช้โดยมีการดาวน์โหลดโปรแกรมมาติดตั้งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของตน พร้อมทั้งลงทะเบียน Register ไว้กับเซิร์ฟเวอร์กลาง โดยจะได้หมายเลขผู้ใช้หรือ UIN (User Identification Number) จากนั้นเมื่อใดที่ผู้ใช้ออนไลน์จะมีโปรแกรมตรวจสอบและมี IP Address ไปให้เซิร์ฟเวอร์ทราบ และถ้าหากใครต้องการติดต่อด้วยก็จะสอบถาม IP Address ได้จากเซิร์ฟเวอร์กลาง จากนั้นก็เป็นการติดต่อกันระหว่างสองเครื่อง โดยไม่ผ่านเซิร์ฟเวอร์กลางอีก ทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกันได้โดยตรง ซึ่งรวดเร็วและทันใจกว่าการสนทนาแบบอื่น (อิสริยา ตัณฑะพานิชกุล และธิติมา ทองทับ, 2550)

     Web Board หรือกระดานสนทนาเป็นการฝากข้อความหรือคำถามไว้บนเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งมักจะเป็นคำถามที่ต้องการข้อมูลที่ลึกกว่าการคุยโต้ตอบกันในทันที การสนทนาแบบนี้มีเวลาในการคิดกลั่นกรองข้อความที่จะโต้ตอบ  นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ระดมความรู้ ความคิดเห็น และแจ้งหรือประกาศข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ

     เว็บไซต์ส่วนใหญ่จะมีระบบป้องกันข้อความที่ไม่เหมาะสม การลบกระทู้หรือ ข้อความที่ไม่ประสงค์ดี ส่วนผู้ที่โพสท์ส่วนใหญ่ทุกเว็บก็จะให้ลักษณะสมัครสมาชิก  แต่ถ้าไม่สมัครสมาชิก ทางเว็บไซต์ก็จะสามารถตรวจสอบข้อความที่โพสท์ ลงไปได้ว่าโพสท์ไปจากที่ไหน โดยทุกครั้งที่พิมพ์ข้อความ จะแสดงหมายเลข IP ปรากฏอยู่บนเว็บโพสท์หรืออาจไม่ปรากฏในเว็บเพจก็จริง แต่ทางเว็บไซต์จะมีข้อมูลบันทึกไว้ การใช้งาน Web Board ก่อให้เกิดทั้งประโยชน์และโทษดังต่อไปนี้

     ประโยชน์ เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้ผู้เกิดปัญหาสามารถปรึกษากลุ่มเพื่อน เมื่อมีผู้เข้ามาพบมาอ่านและอยากใส่ข้อความโต้ตอบก็สามารถพิมพ์ลงไปได้ โดยจะมีการเก็บเอาไว้ภายใต้หัวข้อเดียวกันบนเซิร์ฟเวอร์ในระยะเวลาหนึ่ง

     โทษ ของเว็บบอร์ดจะเป็นข้อความที่ให้ร้าย ใส่ร้าย ประสงค์ร้ายกับผู้อื่น หรือสิ่งนั้น ๆ ผู้อ่านจะต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านข้อความที่ผู้อื่นโพสท์มา (สุธีร์ นวกุล, 2550)

         การสนทนาออนไลน์ในแบบ Web Chat และ Web Board มีการทำงานพื้นฐานแบบเดียวกันนั่นคือ เป็นการสนทนากันโดยผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง ไม่ได้ติดต่อกันเองระหว่างเครื่องคู่สนทนา เมื่อคุณพิมพ์ข้อความส่งไป ข้อความนั้นจะถูกส่งไปเก็บยังเซิร์ฟเวอร์กลางและแสดงผลข้อความนั้นส่งกลับมา ในภาพรวมทั้งหมด รวมถึงส่งต่อไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ออนไลน์อยู่กับเซิร์ฟเวอร์นั้นด้วย ทำให้ทุกคนสามารถมองเห็นข้อความต่าง ๆ ที่เก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์  โดยใช้โปรแกรมบราวเซอร์เป็นตัวช่วยในการดึงและส่งข้อมูล ความรวดเร็วในการโต้ตอบและแสดงผลก็จะขึ้นอยู่กับความเร็วในการติดต่อกัน ระหว่างเครื่องของผู้ใช้กับเซิร์ฟเวอร์ จำนวนผู้ที่เข้าติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์กลางในขณะนั้น ๆ ก็มีผลต่อความเร็วในการโต้ตอบ (ศิริพร ปัญญาเมธีกุล, 2548)

บทที่8 การค้นหาข็อมูลบนอินเทอร์เน็ต

ประเภทของการค้นหาข้อมูล
             กาค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต สามารถแบ่งตามลักษณะการทำงานได้ 3 ประเภท คือ
 Seach Engine การค้นหาข้อมูลด้วยคำที่เจาะจง
             Seach Engine เป็นเว็บไซต์ที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลโดยใช้โปรแกรมช่วยในการค้นหาที่เรียก ว่า Robot ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ตมาเก็บไว้ในฐานข้อมูล ซึ่งการค้นหาข้อมูลรูปแบบนี้จะช่วยให้สามารถค้นหาข้อมูลได้ตรงกับความต้อง การเฉพาะได้ระบุคำที่เจาะจงลงไป เพื่อให้โรบอตเป็นตัวช่วยในการค้นหาข้อมูลซึ่งเป็นรูปแบบที่เป็นที่นิยมมาก เช่น www.google.com



การค้นหาโดยใช้ Search Engine
การค้นหาข้อมูลด้วย Search Engine
 ในโลกไซเบอร์สเปซมีข้อมูลมากมายมหาศาล การที่จะค้นหาข้อมูลจำนวนมากมายอย่างนี้เราไม่อาจจะคลิกเพื่อค้นหาข้อมูลพบได้ง่ายๆ จำเป็นจะต้องอาศัยการค้นหาข้อมูลด้วยเครื่องมือค้นหาที่เรียกว่า Search Engine เข้ามาช่วยเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว เว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหาข้อมูลมีมากมายหลายที่ทั้งของคนไทยและต่างประเทศ
ความหมาย/ประเภทของ Search Engine
การค้นหาข้อมูลบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าเราเปิดไปทีละหน้าจออาจจะต้องเสียเวลาในการค้นหา และอาจหาข้อมูลที่เราต้องการไม่พบ การที่เราจะค้นหาข้อมูลให้พบอย่างรวดเร็วจะต้องใช้เว็บไซต์สำหรับการค้นหาข้อมูลที่เรียกว่า Search Engine Site ซึ่งจะทำหน้าที่รวบรวมรายชื่อเว็บไซต์ต่างๆ เอาไว้ โดยจัดแยกเป็นหมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแต่ทราบหัวข้อที่ต้องการค้นหาแล้วป้อน คำหรือข้อความของหัวข้อนั้นๆ ลงไปในช่องที่กำหนด คลิกปุ่มค้นหา (หรือกดปุ่ม Enter) เท่านั้น รอสักครู่ข้อมูลอย่างย่อ ๆ และรายชื่อเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องจะปรากฏให้เราเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ทันที
Search Engine แต่ละแห่งมีวิธีการและการจัดเก็บฐานข้อมูลที่แตกต่างกันไปตามประเภทของ Search Engine ที่แต่ละเว็บไซต์นำมาใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ดังนั้นการที่จะเข้าไปหาข้อมูลหรือเว็บไซต์ โดยวิธีการ Search นั้น อย่างน้อยจะต้องทราบว่า เว็บไซต์ที่เข้าไปใช้บริการ ใช้วิธีการหรือ ประเภทของ Search Engine อะไร เนื่องจากแต่ละประเภทมีความละเอียดในการจัดเก็บข้อมูลต่างกันไป

บทที่7 การโอนย้ายข้อมูลข้ามเครือข่าย

ลักษณะของการโอนย้ายข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต

  การ โอนย้ายข้อมูล หรือที่นิยมเรียกกันว่า FTP เป็นการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้กันมากพอสมควรในอินเตอร์เน็ต โดยอาจใช้เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลรวมถึงโปรแกรมต่าง ๆ ทั้งที่เป็น freeware sharewareจากแหล่ง ข้อมูลทั้งหลายมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้งานอยู่ ปัจจุบันมีหน่วยงานหลายแห่งที่กำหนดให้Serverของตนทำหน้าที่เป็น FTP site เก็บรวบรวมข้อมูลและโปรแกรมต่าง ๆ สำหรับให้บริการ FTP ที่นิยมใช้กันมากได้แก่WS_FTP, CuteFTP        
        การโอนย้ายไฟล์สามารถแบ่งได้ดังนี้ คือ
   1. การดาวน์โหลดไฟล์ (Download File ) การดาวน์โหลดไฟล์ คือ การรับข้อมูลเข้ามายังเครื่อง
คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ ในปัจจุบันมีหลายเว็บไซต์ที่จัดให้มีการดาวน์โหลดโปรแกรมได้ฟรี เช่น www.download.com
  2. การอัพโหลดไฟล์ (Upload File) การอัพโหลดไฟล์คือการนำไฟล์ข้อมูลจากเครื่องของผู้ใช้ไปเก็บไว้
ในเครื่องที่ให้บริการ (Server) ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เช่น กรณีที่ทำการสร้างเว็บไซต์ จะมีการอัพโหลดไฟล์ไปเก็บไว้ในเครื่องบริการเว็บไซต์ (Web server ) ที่เราขอใช้บริการพื้นที่ (web server) โปรแกรมที่ช่วยในการอัพโหลดไฟล์เช่น FTP
Commander
  การโอนถ่ายข้อมูลหรือเอฟทีพี (File Transfer Protocol - FTP) เป็นบริการหนึ่งของ  อินเทอร์เน็ตหมายถึง การดึงไฟล์จากคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ ของเรา โดยที่เราสามารถคัดลอก ถ่ายโอนข้อมูล รูปภาพ เสียง วิดีโอและโปรแกรมต่าง ๆ จากอินเทอร์เน็ตได้เอฟทีพีนี้เป็นวิธีการหลักในการส่งไฟล์ผ่านอินเทอร์เน็ตซึ่งมีคำที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 ลักษณะคือ
                การดาวน์โหลด  (Download) หมายถึง การดึงข้อมูลจากคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งซึ่งเป็นต้นทางมาเก็บไว้ยังเครื่องของเรา โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
        การอัพโหลด  (Upload) หมายถึง การนำข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ไปเก็บไว้ยังเครื่องคอมพิวเตอร์ อีกเครื่องที่ปลายทาง โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์เรียกได้ว่าตรงกันข้ามกับดาวน์โหลด 
ประเภทของโปรแกรมที่ดาวน์โหลด
       ใน ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถที่จะดาวน์โหลดโปรแกรมต่างๆ จากอินเทอร์เน็ตมาใช้งาน ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้สามารถจัดแบ่งประเภทของโปรมแกรมออกเป็น 4 ประเภท คือ
แชร์แวร์ (Shareware)

  แชร์แวร์ (Shareware) คือ โปรแกรมรุ่นทดลองใช้ ซึ่งผู้ผลิตโปรแกรมจะให้เราดาวน์โหลดโปรแกรมนี้มาทดลองใช้ โดยจะกำหนดระยะเวลาในการใช้งาน เช่น 30 วัน หรือ 60 วัน นับจากวันที่เราติดตั้งโปรแกรมเพื่อใช้งานในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา เมื่อครบตามระยะเวลาแล้วโปรแกรมนั้นจะไม่สามารถใช้งานได้ หรือถ้าใช้งานได้โปรแกรมนี้จะไม่สมบูรณ์ รูปแบบของการใช้งานบางอย่างจะถูกระงับการใช้ เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาใช้งานในครั้งต่อไป โปรแกรมจะถามหมายเลขลงทะเบียน ซึ่งผู้ใช้พอจะเข้าใจในการทำงานของโปรแกรมก็สามารถทำการสั่งซื้อโปรแกรม เพื่อป้อนหมายเลขลงทะเบียนของโปรแกรมถูกต้องเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมซึ่งเป็นแชร์แวร์ ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นโปรแกรมจริง ซึ่งมีคุณสมบัติที่สมบูรณ์ในการใช้งานได้ทันที
เดโมแวร์ (Demoware)
  เดโมแวร์ (Demoware) คือ โปรแกรมรุ่นทดลองใช้ มีลักษณะคล้ายกับโปรแกรมประเภทแชร์แวร์ แต้ถูกจำกัดขอบเขตของการใช้งาน ซึ่งโปรแกรมรูปแบบเต็มอาจจะมีเมนูสำหรับการใช้งาน 5 เมนแต่โปรแกรมเดโมแวร์นั้นอาจจะเปิดให้เราสามารถใช้งานได้เพียง 2 เมนู เป็นการให้ทดลองใช้เพียงบางส่วนของโปรแกรม แต่ลักษณะของโปรแกรมแชร์แวร์นั้นจะให้เราสามารถใช้งานได้ครบทุกส่วนของ โปรแกรมแต่กำหนดระยะเวลาการทดลองใช้งาน ซึ่งถ้าเราต้องการจะใช้งานจริงของโปรแกรมประเภทนี้จะต้องสั่งซื้อโปรแกรม จากผู้ผลิตต่อไป
โปรแกรมรุ่นเบต้า (Beta Software)
โปรแกรมรุ่นเบต้า (Beta Software) บางครั้งอาจจะเรียกว่า โปรอกรมรุ่นอัลฟา (Alfa Software) ซึ่ง ในรูปแบบนี้ จะเป็นโปรแกรมรุ่นที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ผู้ผลิตโปรแกรมมักจะนำโปรแกรมที่ยังสร้างไม่เสร็จนี้มาใช้งาน และเมื่อมีปัญหาใดในการใช้งาน ก็ให้ผู้ใช้แจ้งกลับไปยังผู้ผลิตเพื่อนำไปปรับปรุงโปรแกรมต่อไป ซึ่งเปรียบเสมือนให้ผู้ใช้โปรแกรมเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของโปรแกรม โปรแกรมลักษณะนี้เมื่อเราดาวน์โหลดมาใช้งานแล้วอาจจะทำให้เกิดปัญหาในการใช้ งานมากมาย หรือบางครั้งนำมาติตั้งเพื่องานในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราไม่สามารถลบออก จากหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ จึงควรพิจารณาให้ดีก่อนที่จะนำโปรแกรมเหล่านี้มาใช้งาน
โปรแกรมฟรี (Freeware)
  บน ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีโปรแกรมมากมายที่ให้บริการฟรี ซึ่งสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ หรือบางเว็บไซต์ก็จะเป็นตัวกลางที่ช่วยรวบรวมโปรแกรมฟรีเหล่านี้มาไว้ให้ผู้ ใช้ได้ดาวน์โหลดได้ง่ายขึ้นซึ่งโปรแกรมฟรีเหล่านี้อาจจะมีคุณสมบัติในการทำ งานได้ดีเช่นเดียวกับเป็นโปรแกรมที่มีการซื้อขาทั่วไป
ขั้นตอนในการดาวน์โหลด
สามารถจัดแบ่งรูปแบบของการดาวน์โหลดข้อมูลออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.การดาวน์โหลดไฟล์
  1.คลิกFREEจะมีข้อความ รอสักครู่
  2.คลิกDownloadingรอสักครู่
  3.บันทึกไฟล์
2. การดาวน์โหลดประเภทรูปภาพ
  การดาวน์โหลดประเภทรูปภาพสามารถทำได้หลายกรณี เช่น บันทึกเป็นไฟล์ชนิดรูปภาพ บันทึกเป็นภาพ Background บันทึกเป็นภาพ Desktop Item เป็นต้น
  วิธีการบันทึกรูปภาพสามารถทำตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. เมื่อเราคลิกรูปภาพแล้วปรากฏสัญลักษณ์นี้< แสดงว่าเราสามารถบันทึกได้
2. หรือว่าเมื่อเราคลิกรูปภาพ Mouse ด้านขาวมือ จะปรากฏเมนูขึ้น ให้เลือกที่ Save Picture As:
3. จะปรากฏหน้าต่าง Save Picture เพื่อกำหนด Drive และไฟลเดอร์ที่ Save in เพื่อบอกตำแหน่งที่ต้องการบันทึกรูปภาพ
4. กำหนดชื่อของรูปภาพ
5. Save as type: คือนามสกุลของรูปภาพ
6. เมื่อต้องการำรูปภาพไปเป็นภาพ Background บนหน้าจอของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เลือกที่ Set as Background
7. เมื่อเลือก Set as Desktop Item… จะปรากฏข้อความเพื่อถามความแน่ใจ เพื่อทำรูปภาพเป็น Ihe Active Desktop ที่ปรากฏบนหน้าจอ Desktop
8. เมื่อเลือกที่ E-mail picture จะเป็นการส่งรูปภาพต่อไปให้เพื่อนทางอีเมล เพื่อทำให้การส่งรูปภาพได้รวดเร็วขึ้น โดยคลิกที่ Make all my picture smaller
9. แต่ถ้าต้องการให้รูปภาพมีขนาดเท่ากับขนาดของภาพจริง ให้คลิกที่ keep the originals sizes โดยจะปรากฏหน้าต่าง Send picture via E-mail
10. จะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้กำหนดที่อยู่ของผู้รับ เพื่อส่งอีเมลได้ทันที
ขั้นตอนของการดาวโหลด 
ขั้นตอนแรกของเราคือการดาวน์โหลดไฟล์วีดีโอที่คุณต้องการ ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
1. เปิดเข้าไปยังเว็บเพจแสดงวีดีโอจาก YouTube, Google Video หรือที่คุณต้องการดาวน์โหลด จากนั้นก๊อบปี้ URL
 2. เปิดเว็บไซต์ http://keepvid.com/ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้คุณสามารถดาวน์โหลดวีดีโอได้ตามต้องการ จากนั้นเพสต์ URL
    ที่ก๊อบปี้มาไว้ในช่องด้านบน และเลือกเว็บไซต์ที่เก็บไฟล์วีดีโอนั้น ในตัวอย่างนี้คือ You Tube ตามด้วยการคลิกปุ่ม Download
 
 3. ลิงก์สำหรับการดาวน์โหลด (Downloaded Link) จะปรากฏขึ้น ให้คุณคลิกเพื่อทำการดาวน์โหลดวีดีโอ หรือก๊อบปี้ลิงค์แล้วใช้โปรแกรมดาวน์โหลดของคุณ
    เช่น GetRight, FlashGet เพื่อดาวน์โหลดไฟล์ คุณจะได้ไฟล์ชื่อ video.flv ก็เป็นอันเรียบร้อย ด้วยขั้นตอนง่ายๆ นี้ คุณก็ได้วีดีโอมาเก็บไว้ในเครื่องแล้ว

การจัดการด้วยโปรแกรม Winzip

        บางครั้งไฟล์หรือโปรแกรมต่าง ๆ ที่เปิดให้ดาวน์โหลดทางอินเตอร์เน็ตนั้นมีขนาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องบีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็กก่อน เพื่อที่จะทำให้การดาวน์โหลดทำได้รวดเร็วขึ้น เราสามารถสังเกตได้ว่าไฟล์ใดใช้วิธีบีบอัดข้อมูลมา โดยดูได้จากนามสกุลของไฟล์นั้น จะมีนามสกุล . zip เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลมาแล้วต้องทำการขยายไฟล์ข้อมูลก่อนจึงจะสามารถอ่านข้อมูล หรือนำไปใช้งานได้ โปรแกรมที่ใช้ช่วยในการขยายไฟล์ คือ โปรแกรม Winzip

        โปรแกรม Winzip จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 แบบ คือ

1.             Winzip จะช่วยอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับขั้นตอนในการทำงาน โดยเพียงแต่ตอบคำถามทีละขั้นตอนตามที่โปรแกรมกำหนดเท่านั้น
       2.             Classic แบบนี้ผู้ใช้โปรแกรมจะเป็นคนกำหนดทั้งหมดตามความต้องการใช้งาน
 การขอพื้นที่สร้างโฮมเพจ
         การขอพื้นที่สร้างโฮมเพจ สามารถขอได้จากเว็บไซต์หลากหลายที่ให้บริการ ซึ่งเมื่อได้สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์เพื่อสร้างโฮมเพจแล้ว จะได้รับพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล และเมื่อเราได้สร้างโฮมเพจของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถที่จะทำการอัพโหลด โฮมเพจไปไว้ยังเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ทันที 
การโอนย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรม WS-FTP
          โปรแกรม  WS-FTP จะช่วยให้เราสามารถอัพโหลด ( Upload ) ข้อมูลไปยังระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ดังนั้นเราจึงได้ทำการติดตั้งโปรแกรมเพื่อใช้งาน  ดังต่อไปนี้

การติดตั้งโปรแกรม WS-FTP
1.       คลิกเลือกเพื่อทำการติดตั้งโปรแกรม WS-FTP
2.       เตรียมการติดตั้งโปรแกรม
3.       คลิก Next เพื่อเริ่มติดตั้งโปรแกรม
4.       แสดงหน้าต่างของข้อตกลงสำหรับการติดตั้งโปรแกรม ให้คลิกเลือก I accept … เพื่อยอมรับในเงื่อนไข และคลิกที่ Next
5.       กำหนดตำแหน่งในการจัดเก็บโปรแกรมให้คลิกที่ Next
6.       กำหนดชื่อของโฟลเดอร์ที่จะเก็บโปรแกรมให้คลิกที่ Next
7.       แสดงหน้าต่าง Start Copying Files คลิกที่ Next
8.       แสดงสถานะของการติดตั้งโปรแกรม
9.       คลิกที่ Finish เมื่อสิ้นสุดการติดตั้งโปรแกรม
การใช้งานโปรแกรม WS-FTP
        เมื่อติดตั้งโปรแกรม WS-FTP เรียบร้อยแล้ว จะต้องกำหนดค่าเพื่อใช้งานในโปรแกรม โดยสามารถที่จะปฏิบัติได้ ดังต่อไปนี้
1.       ปรากฏหน้าจอ Welcome คลิกที่ Next
2.       ปรากฏหน้าจอ Site Name สำหรับกำหนดชื่อของ Site เพื่อไว้จัดเก็บข้อมูลทั้งหมดที่อัพโหลดไปยังเครื่องแม่ข่าย ( Server )  เช่นเดียวกับการกำหนดโฟลเดอร์ไว้ที่เครื่องแม่ข่าย  เช่น kulrapee  แล้วคลิกที่ Next
3.       ขั้นต่อมาจะปรากฏหน้าจอ Server Address เพื่อกำหนดหมายเลข IP Address ของเครื่องแม่ข่ายที่เราต้องการจะนำข้อมูลไปอัพโหลดไว้ เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ Next
4.       User Name และ Password จะต้องถูกกำหนดเมื่อเราได้ขอพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลของเว็บไซต์กับเว็บไซต์ที่ให้บริการ หรือผู้บริการด้านอินเตอร์เน็ต (ISP) ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการเช่าพื้นที่ หรือการขอพื้นที่ฟรีก็ตาม
5.       Connection Type จะต้องกำหนดรูปแบบของการติดต่อให้เลือก FTP แล้วคลิกที่ Next
6.       Finish จะแสดงรายละเอียดสำหรับการติดต่อกับเครื่องแม่ข่าย ( Server ) รวมทั้ง User Name และ Password ทั้งหมดที่ได้กำหนดไว้ในขั้นตอนข้างต้น แล้วคลิกที่ Finish

บทที่4 การใช้งานโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์

การใช้งานโปรแกรม  Internet Explorer
  • Internet Explorer(IE)  สำหรับโปรแกรม Internet Explorer จะมีพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows ซึ่งเมื่อได้ทำการติดตั้งระบบ Microsoft Windows เสร็จเรียบร้อยจะเห็นไอคอน (IE) บนDesktop สามารถเรียกใช้โปรแกรม โดยการคลิกที่ไอคอน Internet Explorer ด หรืส่วนประกอบของIETitle : แสดงชื่อเว็บที่กำลังใช้งานอยู่ในขณะนั้น Manu Bar : แสดงเมนูคำสั่งต่าง ๆ สำหรับควบคุมโปรแกรม เช่น การ Save , Copy File , Print File รวมถึงการปรับตั้งค่าต่าง ๆToolbar : ประกอบไปด้วยปุ่มสำคัญต่าง ๆ โดยปุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ใช้แทนคำสั่งที่ใช้บ่อย ๆ ทำให้เราไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปในเมนู เพียงแต่คลิกที่ปุ่มเหล่านั้นแทนและเราสามารถเพิ่มหรือลบปุ่มได้Address : ส่วนนี้ให้กรอกชื่อ Address หรือ URL ของเว็บไซต์ที่เราต้องการจะติดต่อ เช่น http:\\www.paktho.ac.th , http:\\trirong.paktho.ac.thStatus Bar : ส่วนนี้แสดงสถานะการทำงานได้แก่ URL ที่กำลังใช้งานอยู่หรือคำอธิบายการทำงาน เป็นต้นหลักการใช้งาน Internet Explorer สำหรับท่องเน็ตเบื้องต้น    เมนู ปุ่ม และคำสั่งในเบื้องต้น
หน้าที่ของปุ่มต่าง ๆ
  • ปุ่ม Back ใช้สำหรับย้อนกลับไปหน้าที่ผ่านมาแล้ว
  • ปุ่ม Forward ใช้สำหรับเปลี่ยนไปหน้าต่อไป (หลังจากที่ย้อนกลับมา)
  • ปุ่ม Stop ใช้สำหรับหยุดการโหลดข้อมูลในหน้าเว็บเพจนั้น
  • ปุ่ม Refresh ใช้สำหรับการเรียกโหลดข้อมูลหน้าเว็บเพจใหม่อีกครั้ง
  • ปุ่ม Home ใช้สำหรับกลับไปหน้าแรกที่ตั้งไว้
  • ปุ่ม Search ใช้สำหรับค้นหาเว็บไซต์
  • ปุ่ม Favorites ใช้สำหรับเลือกเว็บไซต์จาก Favorites หรือ Book Mark
  • ปุ่ม History ใช้สำหรับการย้อนกลับไปดูเว็บไซต์ที่เคยเข้าไปดูมาแล้ว
  • ปุ่ม Mail ใช้สำหรับการ รับ-ส่ง อีเมล์
  • ปุ่ม Print ใช้สำหรับการพิมพ์หน้าเว็บออกเครื่องพิมพ์ ปุ่ม Edit ใช้สำหรับการแก้ไขหน้าเว็บเพจนั้น ๆ
        การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น
  • การไปยัง Web site ที่ต้องการ พิมพ์ชื่อ web site ลงไปในช่อง Address การบันทึกเอกสารที่ต้องการเมื่อต้องการบันทึกเอกสารที่อ่านอยู่ สามารถทำได้โดยการไปที่ File > Save As จะปรากฏหน้าต่างให้เลือกว่าจะบันทึกแฟ้มข้อมูลไว้ที่ใดในเครื่องคอมพิวเตอร์ การบันทึกรูปภาพที่ต้องการเมื่อต้องการบันทึกรูปภาพ สามารถทำได้โดยการคลิกเมาส์ขวาที่รูปภาพ แล้วเลือก Save Picture Asจะปรากฏหน้าต่างให้เลือกว่าจะบันทึกแฟ้มข้อมูลไว้ที่ใดในเครื่องคอมพิวเตอร์การทำ Favorites คือการเก็บ Web Site ที่สนใจไว้ ครั้งหน้าจะได้ไม่ต้องพิมพ์ชื่อสามารถกำหนด Web Site ที่สนใจเป็นfavorites ของได้ โดยเมื่ออยู่ที่ Web Site นั้นๆ ให้เลือกที่ Favorites > Add to Favorites โปรแกรมจะทำการเพิ่มลงไปให้โดยอัตโนมัติ และคราวต่อไปสามารถเลือกที่ Favorites ได้โดยตรง
            การใช้งาน Favorites
  • เมื่อต้องการไปที่ web site ที่ได้ทำ Favorites ไว้แล้ว สามารถทำได้โดยการกดที่ปุ่ม Favorites ซึ่งจะมีการแสดงรายชื่อ web site ปรากฏขึ้นให้เลือกการย้อนกลับ – ไปหน้าเอกสารถัดไปทำได้โดยการกดปุ่ม Back เพื่อย้อนกลับไปยังเอกสารก่อนหน้า และสามารถกด Next เพื่อไปยังเอกสารหน้าต่อไปได้
            การให้แสดงเอกสารใหม่
 
  • กดปุ่ม Refresh เพื่อให้ load เอกสารหน้านั้นใหม่อีกครั้งหยุดการแสดงเอกสารเมื่อต้องการหยุดการแสดงเอกสารในหน้าปัจจุบันที่กำลังทำการ load อยู่ ให้กดปุ่ม Stop โปรแกรมจะหยุดทำการ loadเอกสารโดยทันที และจะแสดงข้อมูลบางส่วนของเอกสารเท่าที่ได้ load มาแล้วออกมากลับไปHomeกดปุ่ม Home เพื่อกลับไปแสดงเอกสารหน้าแรกสุด (Web site แรกทีเจอเมื่อเรียกโปรแกรมทำงาน)แสดงรายชื่อ web site ที่ได้ไปมาสามารถกดปุ่ม History เพื่อดูว่าได้มีการไปยัง web siteไหนมาแล้วบ้างได้ เมื่อมีการแสดงรายชื่อ web site ออกมา
 สามารถคลิกเพื่อให้โปรแกรมทำการ load เอกสารหน้านั้นๆมาใหม่ได้

การปรับแต่งโปรแกรม Internet Explorer 

        เมื่อต้องการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ให้ใช้วิธีการต่อไปนี้ในการ ใบสั่งที่ใช้ในการแสดง
        กลับไปด้านบน
 
วิธีที่ 1: ล้างแคข้อมูลใน Internet Explorer
  • เมื่อต้องการตรวจสอบว่า ปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพหรือข้อผิดพลาด สาเหตุมาจากความเสียหาย ในแฟ้มชั่วคราวของอินเทอร์เน็ต หรือ ในที่อื่น ๆ แคช ข้อมูลที่ถูกใช้ โดย Internet Explorer คุณต้องล้างข้อมูลที่เก็บไว้ชั่วคราว เมื่อต้องการ ทำเช่นนี้ การทำตามขั้นตอนเหล่านี้:
        Internet Explorer 7
            เปิด Internet Explorer 7
            คลิก เครื่องมือแล้ว คลิก ลบ ประวัติการเรียกดู.
            ใน ลบประวัติการเรียกดูคลิกลบทั้งหมด.
            คลิกเพื่อเลือก ลบแฟ้มและการตั้งค่า การจัดเก็บ โดยโปรแกรม add-on กล่องกาเครื่องหมาย จากนั้น คลิก ตกลง.

        Internet Explorer 8
            เปิด Internet Explorer 8
            คลิก ความปลอดภัยแล้ว คลิก ลบประวัติการเรียกดู.
            ในลบประวัติการเรียกดู พื้นที่ คลิก ลบ.
 แสดงแถบความคืบหน้าการเพื่อบ่งชี้ว่า การเรียกดู จะมีการล้างข้อมูลประวัติ หลังจากกระบวนการนี้เสร็จสมบูรณ์ ทดสอบทางอินเทอร์เน็ต Explorer เพื่อตรวจสอบว่า โปรแกรมทำได้อย่างถูกต้อง ถ้าปัญหายังคงเกิดขึ้น ให้ลอง          

 วิธีที่ 2: ตั้งค่าการรักษาความปลอดภัยสำหรับ Internet Explorer ใหม่
  •  ถ้าคุณตั้งค่าคอนฟิกการตั้งค่าความปลอดภัยที่จะจำกัดเกินไป คุณอาจ ป้องกันไม่ให้ Internet Explorer แสดงเว็บไซต์บางเว็บไซต์ เมื่อต้องการตรวจสอบ ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากการตั้งค่าความปลอดภัยที่จำกัด overly ย้อนกลับไป การตั้งค่าความปลอดภัยเริ่มต้น เมื่อต้องการทำเช่นนี้ ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:
            เปิด Internet Explorer
            คลิก เครื่องมือแล้ว คลิกตัวเลือกอินเทอร์เน็ต.
            คลิก รักษาความปลอดภัย แท็บ
            คลิก การตั้งค่าใหม่เขตพื้นที่ทั้งหมดไปยังระดับเริ่มต้น, จากนั้น คลิก ตกลง.
หลังจากที่คุณทำเช่นนี้ ทดสอบ Internet Explorer เพื่อตรวจสอบว่า โปรแกรมทำได้อย่างถูกต้อง ถ้าปัญหายังคงเกิดขึ้น ลองวิธีที่ 3หมายเหตุ ถ้าวิธีการนี้ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ คุณสามารถคืนค่า Internet Explorer เพื่อให้ระดับการรักษาความปลอดภัยของก่อนหน้านี้
กลับไปด้านบน
 
วิธีที่ 3: เรียกใช้ Internet Explorer ในโหมด "ไม่มี Add-on"
  • Add-on ของ Internet Explorer เช่นตัวควบคุม ActiveX และเบราว์เซอร์ ใช้แถบเครื่องมือ โดยบางเว็บไซต์เพื่อให้สามารถเรียกดูมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประสบการณ์การใช้งาน มีข้อผิดพลาดอาจเกิดขึ้น หาก add-on มีความเสียหาย หรือแอดออน ความขัดแย้งกับ Internet Explorer เมื่อต้องการตรวจสอบว่า ข้อผิดพลาดที่เกิดจาก add-on เรียกใช้ Internet Explorer ในโหมด "ไม่มี Add-on" เมื่อต้องการทำเช่นนี้ ให้ปฏิบัติตาม ขั้นตอนเหล่านี้:
    คลิก เริ่มการทำงานจากนั้น พิมพ์Internet Explorer ในการ เริ่มต้นค้นหากล่อง
    คลิก Internet Explorer (ไม่มี Add-on). เปิด Internet Explorer โดยไม่มี add-on แถบเครื่องมือ หรือปลั๊กอิน
    ทดสอบ Internet Explorer เพื่อตรวจสอบว่า โปรแกรมทำได้อย่างถูกต้อง ถ้าปัญหายังคงเกิดขึ้น ลองวิธีที่ 4
ถ้าไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ปัญหาเกิดจากรายใดรายหนึ่งของ add-on ซึ่งโดยทั่วไปจะโหลดพร้อมกับ Internet Explorer ในกรณีนี้ ใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวเลือกต่อไปนี้
ตัวเลือกที่ 1: ตั้งค่า Internet Explorer
การตั้งค่า Internet Explorer เพื่อแสดงการตั้งค่าคอนฟิกค่าเริ่มต้น นอกจากนี้ขั้นตอนนี้จะปิดใช้งานใด ๆ โปรแกรมadd-on ปลั๊กอิน หรือแถบเครื่องมือที่มีการติดตั้ง ถึงแม้ว่าการแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างรวดเร็ว นั่นยังหมายถึง ว่า ถ้าคุณต้องการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวโปรแกรม add-on ในอนาคต พวกเขาต้องต้องติดตั้งใหม่ เมื่อต้องการตั้งค่าการตั้งค่า Internet Explorer ใหม่ ใช้วิธีที่ 4ตัวเลือกที่ 2: ใช้ตัวจัดการ Add-onเครื่องมือเพื่อดูว่า add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของปัญหา
ใช้เครื่องมือ Manage Add-ons ใน Internet Explorer แต่ละ add-on เพื่อดูว่า add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของข้อผิดพลาดที่ปิดใช้งานแต่ละรายการ เมื่อต้องการทำเช่นนี้ ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:

Internet Explorer 7

    เปิด Internet Explorer 7
    คลิก เครื่องมือชี้ไปที่ จัดการ โปรแกรม add-onแล้ว คลิก เปิดหรือปิดใช้งาน Add-on.
    ในการ แสดง กล่อง การเลือก โปรแกรม add-on ที่ถูกใช้ โดย Internet Explorer เมื่อต้องการแสดง add-onทั้งหมดที่ มีการติดตั้งบนคอมพิวเตอร์
    สำหรับแต่ละสินค้าในรายการนี้ ให้เลือก add-on จากนั้น คลิก ปิดการใช้งาน ภายใต้หัวข้อ การตั้งค่า.
    เมื่อคุณได้ปิดใช้งานรายการทั้งหมดในรายการนี้ คลิกตกลง.
    จบการทำงาน และเริ่มระบบของ Internet Explorer 7 ใหม่
    ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 ถึง 3
    คลิก เปิดการใช้งาน สำหรับเพียงอย่างเดียว add-on
    ทำซ้ำขั้นตอนที่ 6 ถึง 8 จนกว่าคุณกำหนดว่า add-on ตัวใด ทำให้เกิดข้อผิดพลาดเกิดขึ้น

Internet Explorer 8

    เปิด Internet Explorer 8
    คลิก เครื่องมือแล้ว คลิก จัดการ Add-on.
    บนเครื่อง แสดง เมนูแบบหล่นลง เลือก Add-on ทั้งหมด เมื่อต้องการแสดง add-on ทั้งหมดที่ติดตั้งไว้บนคอมพิวเตอร์
    สำหรับแต่ละสินค้าในรายการนี้ เลือก add-on และคลิ กปิดการใช้งาน ในหน้าต่างรายละเอียด
    เมื่อคุณได้ปิดใช้งานรายการทั้งหมดในรายการนี้ คลิก ตกลง.
    จบการทำงาน และเริ่ม Internet Explorer ใหม่
    ถ้าปัญหาไม่เกิด ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 ถึง 3
    คลิกเปิดการใช้งาน สำหรับ add-on ตัวเดียว
    ทำซ้ำขั้นตอนที่ 6 ถึง 8 จนกว่าคุณกำหนดว่า add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของข้อผิดพลาดเกิดขึ้น

หลังจากที่คุณได้ใช้กระบวนการนี้เพื่อกำหนดว่า add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของข้อผิดพลาด คุณสามารถปิดใช้งานadd-on นั้น หรือ คุณสามารถถอนการติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งโปรแกรม add-on เรายังแนะนำให้ คุณติดต่อผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ที่ให้ add-on สำหรับการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและการสนับสนุนเพิ่มเติม

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรม add-on ของ Internet Explorer ให้ดู บทความต่อไปนี้ในวิธีใช้ของWindows:
โปรแกรม add-on ของ Internet Explorer: คำถามที่ถามบ่อย(http://windowshelp.microsoft.com/Windows/en-US/Help/e85a03aa-c7c6-428e-9891-67ea76df9b7e1033.mspx)
กลับไปด้านบน
 
วิธีที่ 4: การตั้งค่าการตั้งค่า Internet Explorer
  • เมื่อต้องการตรวจสอบว่า ปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพหรือข้อผิดพลาด สาเหตุมาจากการตั้งค่าการตั้งค่าคอนฟิก การตั้งค่า Internet Explorer เป็นค่าเริ่มต้น การกำหนดค่า ซึ่งไม่อยู่ในสถานะเมื่อมีการติดตั้ง Windows Vista ไว้ตั้งแต่ต้นว่าเมื่อต้องการให้เราในการรีเซ็ตการตั้งค่า Internet Explorer ให้คุณ ไป "การตั้งค่า Internet Explorer ให้ฉัน"ส่วน เมื่อต้องการตั้งค่า Internet Explorerใหม่ ด้วยตัวคุณเอง ไป "ให้ฉันตั้งค่าใหม่ของ Internet Explorer เอง"ส่วนการตั้งค่า Internet Explorer ให้ฉันเมื่อต้องการตั้งค่าการตั้งค่าโดยอัตโนมัติ คลิก Internet Explorerการตั้งค่า Internet Explorer ใหม่ปุ่มหรือการเชื่อมโยง คลิกเรียกใช้ ในการ การดาวน์โหลดแฟ้ม โต้ตอบกล่อง และทำตามขั้นตอนในการแก้ไขอัตโนมัตตัวช่วยสร้าง